การปิดเตาแก๊สอย่าถูกวิธี

การปิดเตาแก๊สนั้น แค่หมุนปิดวาล์วที่เตาแก๊สอย่างเดียว ไม่ถือว่าเป็นการปิดเตาแก๊สที่ถูกต้องและปลอดภัยนะ หลายๆ ท่านคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปิดเตาแก๊ส
ดังนั้นวันนี้ เราจะมาดูกันว่า ขั้นตอนการปิดเตาแก๊สอย่างถูกวิธี จะเป็นอย่างไป ไปดูกันเลย

  1. หลังจากทำอาหารใกล้เสร็จแล้ว ให้กะเวลาสักประมาณ 1 นาที แล้วจึงปิดวาล์วที่ถังแก๊สก่อน
  2. ประกอบอาหารต่อไปจนเสร็จ ไฟก็จะดับพอดี 
  3. ปิดวาล์วที่เตาแก๊ส เพื่อไม่ให้มีแก๊สหลงเหลืออยู่ภายในสาย

และที่ขาดไม่ได้ คือ หมั่นตรวจสอบทั้งหัววาล์วที่ตัวถัง และเตาแก๊สให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

วิธีไล่หนูแบบง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

ตอนนี้เราก็ได้รู้ถึงต้นตอที่ทำให้หนูเข้ามาอยู่ในบ้านของเราแล้ว รวมถึงได้รู้เหตุผลว่าทำไมจึงควรไล่หนูออกไปจากบ้านอีกด้วย ทั้งภัยร้านต่างๆและเชื้อโรคที่มาพร้อมกับหนูล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่คุณควรกำจัดหนูออกไปจากบ้านให้เร็วที่สุด ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะไล่หนูออกไปจากบ้านของเรากัน ด้านล่างนี้เป็น 5 วิธีไล่หนูออกจากบ้านโดยไม่ต้องฆ่าหนูและที่สำคัญคือทำง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเองแม้ว่าจะไม่เคยไล่หนูมาก่อนเลยก็ตาม

  • ใช้ลูกเหม็นไล่หนู: วิธีการไล่หนูวิธีแรกที่ทั้งง่ายและได้ผลมากๆนั่นก็คือการใช้ลูกเหม็น เพราะกลิ่นของลูกเหม็นมีความสามารถในการไล่หนูให้ออกไปจากบ้านได้เป็นอย่างดี หนูไม่ชอบกลิ่นลูกเหม็นที่มีความฉุน ให้นำเอาลูกเหม็นไปวางในจุดที่พบเจอหนูบ่อยๆ ก็จะช่วยไล่หนูออกไปจากบริเวณนั้นได้ หรือถ้าจะให้ดีก็ให้วางลูกเหม็นเหล่านี้ปิดเอาไว้ในส่วนฝาท่อน้ำที่ต่อไปยังท่อน้ำทิ้งต่างๆก็จะช่วยป้องกันหนูได้
  • ใช้น้ำมันก๊าดไล่หนู: ถ้าลูกเหม็นยังไม่เพียงพอสำหรับการไล่หนู ให้ลองใช้วิธีไล่หนูวิธีถัดมานั้นคือ การใช้น้ำมันก๊าดซึ่งมีกลิ่นที่ฉุนและรุนแรงมากกว่าลูกเหม็นมากๆ น้ำมันก๊าดเหมาะกับการขับไล่หนูออกไปจากบ้านเป็นอย่างมากเพราะสามารถเทตามซอก มุม และท่อต่างๆได้สะดวกกว่าลูกเหม็น วิธีคือให้เทน้ำมันก๊าดในตำแหน่งที่หนูชอบวิ่งเข้าไปอยู่ หลังจากนั้นรับรองได้เลยว่าหนูเผ่นกระเจิงแน่ๆ แต่ข้อเสียของน้ำมันก๊าดคือมันมีกลิ่นที่ฉุนมากๆ จนแม้แต่คนเองก็ไม่อยากที่จะดม จึงไม่ควรเทน้ำมันก๊าดมากจนเกินไป
  • ใช้เม็ดไล่หนู: แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีเอาไว้สำหรับไล่หนู ข้อแตกต่างระหว่างเม็ดไล่หนูกับน้ำมันก๊าดคือ เม็ดไล่หนูมีกลิ่นฉุนที่น้อยกว่า และไม่ทำให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านแสบจมูก แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังสามารถใช้ไล่หนูได้เป็นอย่างดี จะเรียกว่าดีไม่แพ้กันลยก็ได้ ทำให้สามารถวางเม็ดไล่หนูอยู่ในบ้านทั้ง ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น แม้แต่ห้องนอนได้ตามปกติโดยไม่ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกฉุนจนอยู่ไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังมีกลิ่นที่ฉุนกว่าลูกเหม็นทำให้สามารถไล่หนูได้ดีกว่า เม็ดไล่หนูสามารถหาซื้อได้ทั่วไป
  • เลี้ยงแมว: ถึงแม้วิธีการนี้อาจจะดู Hardcore ขึ้นมาพอสมควรแต่การเลี้ยงแมวก็จะช่วยป้องกันหนูไม่ให้เข้ามาในบริเวณบ้านได้เป็นอย่างดี เพราะอย่างที่เรารู้กันดีว่าหนูกับแมวเป็นสัตว์ที่ไม่ถูกกัน ถ้าเจอหน้ากันเมื่อไหร่แมวจะชอบวิ่งไล่หนูอยู่เสมอ การเลี้ยงแมวเอาไว้เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้หนูวิ่งเข้าไปในตัวบ้าน
  • ดูแลรักษาความสะอาด: วิธีสุดท้ายเป็นการแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา ถ้าเราย้อนกลับไปที่คำถามว่าทำไมหนูจึงเข้ามาอยู่ในตัวบ้าน คำตอบก็คือ เศษอาหารต่างๆที่ตกอยู่ภายในตัวบ้านโดยเฉพาะในห้องครัวเป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้หนูวิ่งเข้ามากินเศษอาหารเหล่านี้ เมื่อมันเข้ามาแล้วก็เกิดอาการติดใจ จึงเลือกอาศัยอยู่ในบ้านร่วมกับเราเพราะมันรู้ว่าจะมีอาหารให้กินตลอดเวลา มันจะคอยซ่อนตัวพอไม่มีคนอยู่ในห้องแล้วจึงวิ่งออกมา นี่เป็นธรรมชาติของหนู วิธีการไล่หนูได้ดีที่สุดวิธีการหนึ่งก็คือ การกำจัดแหล่งอาหารด้วยการดูแลรักษาความสะอาดอย่าให้มีเศษอาการตกค้างอยู่ในห้องครัวหรือตกหล่นอยู่ตามทางเดินในบ้าน และให้ปิดฝาถังขยะให้ดี เช็ดล้างจานชามต่างๆ ในทันทีที่ใช้เสร็จ อย่าปล่อยให้ตกค้างข้ามคืนหรือเก็บใส่ในตู้เย็นทันที่ที่ทานเสร็จแล้ว เมื่อรักษาความสะอาดได้ดีแล้ว หนูก็จะไม่เข้ามากวนอีกต่อไปแต่มันจะออกไปหากินที่บ้านหลังอื่นแทน

ข้อควรระวังของ วัสดุก่อสร้างช่วงในหน้าฝน

การสร้างบ้านในหน้าฝน เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายคนหลีกเลี่ยง เนื่องจากจะทำให้ปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้นได้ง่ายมากกว่าการสร้างบ้านในฤดูอื่น ๆ

ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้า หรือ วัสดุก่อสร้าง ที่อาจได้รับความเสียหายจากน้ำฝน ทำให้ต้นทุนในการสร้างนั้นเยอะเกินกว่าที่วางเอาไว้ แต่ถ้าหากต้องสร้างบ้านในช่วงหน้าฝนแบบนี้จริงๆ ล่ะ จะต้องเตรียมตัวและมีข้อควรระวังอะไรบ้าง วันนี้โฮมฮับจะมาบอกพี่ๆ ทุกคนเองค๊าา

จัดเก็บวัสดุก่อสร้างให้ดี

ราคาวัสดุก่อสร้างเป็นไปตามหลักของดีมานด์และซัพพลาย แม้ว่ามีเรื่องการควบคุมราคาจากภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม ดังนั้นปรากฎการณ์ยามที่งานก่อสร้างน้อย ราคาวัสดุก่อสร้างลดต่อ หาซื้อง่าย กับยามที่งานก่อสร้างมากขึ้นราคาวัสดุเริ่มทยอยขึ้นราคา และหาซื้อไม่ง่ายนัก จึงเป็นวัฏจักรของอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างที่ต้องบริหารจัดการอย่างเหมาะสมกับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้นี้ ครั้นพอเข้าฤดูฝนต้องเพิ่มการบริหารจัดการวัสดุก่อสร้างมิให้มีปัญหาแทรกซ้อน

เช่น ปูนซีเมนต์ ที่ต้องไม่โดนน้ำหรือความชื้นอย่างเด็ดขาด แม้ว่าปัจจุบันใช้คอนกรีตผสมเสร็จมีรถมาเทคอนกรีต แต่หากมีการใช้ปูนซิเมนต์ในไซต์งาน ต้องทำโรงเรือนชั่วคราวที่มั่นคงปลอดภัยจากแรงลม และน้ำฝนท่วมขัง โรงเรือนต้องยกพื้นสูงสัก 20 เซนติเมตร มีหลังคาหรือการปกคุลมอย่างดีป้องกันเปียกน้ำฝน ทั้งนี้เป็นที่รู้กันดีกว่า เมื่อปูนซิเมนต์เปียกน้ำ หรือมีความชื้นย่อมจับเป็นก้อน และไม่สามารถผสมคอนกรีตใช้ในงานก่อสร้างได้อีก

เหล็กเส้นก่อสร้าง หรือเหล็กรูปพรรณ ก็ต้องทำโรงเรือน ยกพื้นสูง เก็บให้ปลอดภัยจากน้ำและความชื้นเช่นเดียวกัน เพราะเหล็กเปียกน้ำและสัมผัสความชื้นมาก ๆ ย่อมเกิดสนิม เมื่อเหล็กเป็นสนิมต้องขัดเอาสนิมออกจากผิวเหล็กให้หมดก่อนนำไปใช้งาน และถ้าสนิทกินเข้าไปในเนื้อเหล็ก หรือเป็นขุมสนิมแล้ว เล็กเส้นนั้น ๆ อาจไม่ได้ขนาดตามแบบก่อสร้าง เสียกำลัง ต้องไม่นำมาใช้ในการก่อสร้าง ไม่นำมาผูกเป็นเหล็กโครงสร้างเพื่อเทคอนกรีต

หิน และทราย แม้ไม่กลัวเปียกน้ำ แต่ก็กลัวความสกปรก เปื้อนดินหรือสิ่งสกปรกอย่างอื่น ๆ ดังนั้นการเก็บหินและทรายต้องดูแลให้ไม่มีสิ่งสกปรกมาเจือปน ตรงนี้ต้องเริ่มต้นดูแลป้องกันตั้งแต่เริ่มต้นนำหินและทรายเข้ามาในไซต์งานก่อสร้าง

แนะนำสินค้า

ใช้พัดลมอย่างไร ให้ปลอดภัยและประหยัดพลังงาน

ใช้พัดลมอย่างไรให้ปลอดภัยและประหยัดพลังงาน

เพิ่งสัมผัสหนาวได้เพียงไม่กี่วัน อากาศก็เริ่มกลับมาอุ่นจนถึงร้อนอีกแล้วนะครับ วันนี้จึงขอนำข้อมูลดีๆ มาแนะนำเกี่ยวกับการเลือกใช้พัดลม สำหรับท่านที่กำลังมองหาอุปกรณ์ช่วยผ่อนคลายความร้อนกันนะครับ

พัดลม
  • เลือกพัดลมให้เหมาะกับการใช้งาน – สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ จำนวนคน และพื้นที่ในการใช้งาน ถ้าใช้เพียงคนเดียวหรือไม่เกิน 2 คน เลือกใช้พัดลมแบบตั้งโต๊ะก็เพียงพอ
  • เลือกที่มี มอก. – พัดลมที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน มอก.นั้น ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าไม่สิ้นเปลืองพลังงาน และมั่นใจในความปลอดภัยด้วยครับ
  • เลือกที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 – มีข้อมูลบ่งบอกระดับการใช้ไฟฟ้าและข้อมูลเบื้องต้นต่าง ๆ ของพัดลม ช่วยให้เราเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสมและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
  • ตั้งพัดลมในที่ที่มีอากาศถ่ายเท – จะช่วยระบายอากาศและทำให้ลมสามารถพัดผ่านเข้ามาในตัวบ้านได้ และช่วยทำให้อากาศในบ้านเย็นลง มอเตอร์พัดลมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พัดลมมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น
  • หมั่นทำความสะอาดพัดลมอยู่เสมอ – การทำความสะอาดพัดลมส่วนต่างๆ จะช่วยประหยัดค่าไฟ เพราะหาก มีฝุ่นเยอะ จะทำให้มอเตอร์ทำงานหนักขึ้น ประสิทธิภาพก็ลดลง และทำให้สิ้นเปลืองไฟเพิ่มขึ้นด้วย
  • ปรับความแรงลมเหมาะสม – ปรับระดับความเร็วลมให้พอดีเหมาะสมกับสถานที่และความต้องการ เพราะหากเปิดลมแรงเกินความจำเป็น การใช้ไฟฟ้าก็มากขึ้น
  • ถอดปลั๊กทุกครั้งหลังใช้งาน – การเสียบปลั๊กค้างเอาไว้ กระแสไฟยังคงวิ่งอยู่ตลอดเวลา เมื่อไม่มีการใช้งานก็ควรถอดปลั๊กออกทุกครั้ง เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยจากไฟฟ้าลัดวงจรได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : กระทรวงพลังงาน

รู้ทันจุดรั่วซึมยอดฮิตในบ้าน พร้อมวิธีแก้ปัญหาที่คุณเองก็ทำได

บ้านรั่วซึม ไม่ใช่ปัญหาที่จัดการยากเกินความสามารถ เพียงแค่เราเข้าใจสาเหตุและวิธีแก้ไขก็รับมือกับปัญหาได้อย่างสบายๆ วันนี้จึงขอพาคนรักบ้านมาทำความรู้จักกับจุดรั่วซึมที่พบบ่อยภายในบ้าน พร้อมแนะนำวิธีแก้ปัญหาแต่ละจุดแบบเข้าใจง่าย แม้ไม่ใช่ช่างมืออาชีพก็ทำเองได้

1. ดาดฟ้า
เริ้มจากขึ้นไปสำรวจรอยแยก ให้ซ่อมแซมรอยแยก รอยแตกให้เรียบร้อยแล้ว ทากาวทับ

2. ผนัง
สำหรับรอยต่อรหว่างผนังทับขอบวงกบ อุดซ่อมด้วยซีลแลนท์ชนิดโพลียูรีนแทนได้เลย

3. พื้น
เอากระเบื้องเดิมที่มีปัญหาออกไปให้หมด ทำความสะอาดพื้นผิว ทากันซึมแล้วลงมือปูกระเบื้องใหม่ หากกระเบื้องเดิมไม่มีการหลุดล่อน สามารถทากาวซีเมนต์กันซึมลงบนกระเบื้องเดิมได้เลย

4. บ่อน้ำ/บ่อเลี้ยงปลา
ทากันซึมด้านในบ่อ รอให้แห้งสนิท ขังน้ำไว้จนซีเมนต์คายคราบ จากนั้นเติมน้ำใหม่หรือปล่อยปลาลงได้ตามปกติ แต่อย่าลืมเลือกใช้กันซึมที่ไม่มีสารพิษ

เปิดแอร์ยังไง? ให้ประหยัดไฟ

พอถึงหน้าร้อนทีไร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความเย็นของเรา ก็ยิ่งจะทำงานหนักทุกที และแอร์ ก็ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่สุดในเวลาหน้าร้อนนี้

รู้หรือไม่ว่า ยิ่งอากาศยิ่งร้อนเท่าไหร่ แอร์ก็ยิ่งทำงานหนัก ใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น
แบบนี้ต้องหาวิธีช่วยให้ใช้แอร์ได้อย่างประหยัดหน่อยแล้วล่ะ!

เปิดแอร์เยอะก็จะยิ่งทำให้ค่าไฟขึ้นเยอะ

คุณกำลังพบเจอปัญหาแบบนี้อยู่หรือไม่ เรามีตัวช่วยดีๆ มาฝากกันแล้วจ้า เพราะรู้ว่าแทบทุกบ้านจะต้องใช้งานเครื่องปรับอากาศกันอย่างหนักหน่วงทีเดียว ก็เลยมีคำแนะนำแบบสามารถนำไปทำตามได้เลย ไม่ยุ่งยาก รับรองว่าทำตามแล้วแอร์จะกินไฟน้อยลงกว่าเดิม แถมเงินในกระเป๋าก็ยังเหลือเพิ่มขึ้นอีกด้วย ตามคำแนะนำต่อไปนี้

  1. แนะนำแอร์ประหยัดไฟเบอร์ 5 และ ต้องมีระบบ Inverter ด้วย
    สมัยก่อนจะบอกกันเสมอว่าเวลาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะแอร์หรือเครื่องปรับอากาศ ต้องมีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 สีเหลืองอยู่ที่เครื่องด้วยนะ แต่ความจริงคือตอนนี้ไม่ว่าจะซื้อแอร์ยี่ห้อไหนก็ตาม ก็มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 กันหมดแล้วล่ะ ดังนั้นแค่ดูฉลากคงไม่เพียงพออีกแล้ว คงต้องเจาะลึกกันไปถึงตัวเลขบนฉลากกันแล้ว ซึ่งสิ่งที่เราสนใจดูแค่จุดเดียว รับรองรู้เลยว่าควรซื้อแอร์เครื่องไหนดี นั่นก็คือ “ค่าประสิทธิภาพพลังงาน หรือ Energy Efficiency Rate ใช้ตัวย่อว่า EER
    ในปัจจุบันนี้จะมีค่าประสิทธิภาพด้วยกัน 2 แบบ คือ EER และ SEER ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของปรับอากาศว่าเป็นแบบไหน ซึ่งจะมีกำหนดว่าต้องมีค่า EER หรือ SEER เท่าไหร่ถึงจะได้รับเกณฑ์ประหยัดพลังงานเบอร์ 5 แล้วเดี๋ยวนี้ก็ยังแบ่งย่อยลงไปอีก มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบปกติและติดดาวด้วยแหละ
  2. ปรับอุณหภูมิของแอร์เป็น 26-27 องศาเซลเซียส
    ยังคุ้นๆ กันมั้ยเอ่ย ว่าก่อนหน้านี้เคยมีแคมเปญรณรงค์กันว่าให้เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส จะช่วยให้ประหยัดค่าไฟได้ แต่มาถึงยุคนี้อากาศร้อนขึ้นเราก็เลยปรับเกณฑ์ใหม่ ความจริงแล้วช่วงอุณหภูมิที่แอร์ทำงานใช้ไฟน้อยที่สุดก็คือ 25-28 องศาเซลเซียส (ข้อมูลจาก โครงการรวมพลังหาร 2) นั่นเอง
    แต่ช่วงนี้กว่าแอร์จะทำความเย็นได้จนถึง 25 องศา ก็ใช้ทั้งพลังงานและเวลาเยอะเลยทีเดียว ลองคิดดูว่าอากาศภายนอกอยู่ที่ 40 องศา แต่ภายในห้องจะต้องลดอุณหภูมิให้ได้เหลือแค่ 25 องศา จะต้องใช้ไฟมากแค่ไหนกัน งั้นเราลองปรับอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้นเล็กน้อยเป็น 26-27 องศาแทน ก็จะช่วยให้แอร์ทำงานน้อยลง ความเย็นอาจจะลดลงไปนิดเดียว ไม่รู้สึกเท่าไหร่หรอก บางทีการเปิดแอร์ 25 องศา อาจจะรู้สึกหนาวเกินไป ทำให้แอร์ใช้ไฟมากเกินจำเป็นด้วยซ้ำ
  3. เปิดพัดลมหรือหน้าต่าง ช่วยแอร์ทำความเย็นในช่วงแรก
    ในช่วงเริ่มต้นเปิดแอร์ เชื่อว่าภายในห้องนั้น จะต้องมีความร้อนอยู่ไม่น้อยทีเดียว เรียกว่าอบอ้าวประมาณนึง เราสามารถช่วยให้แอร์ทำงานน้อยลงได้ โดยระบายอากาศออกไปสักพักนึงด้วยการเปิดหน้าต่าง ให้อากาศถ่ายเท หรือเปิดพัดลมทำงานพร้อมกับแอร์สักระยะนึง จะทำให้แอร์ทำความเย็นได้เร็วขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง จากประสบการณ์ลองใช้งานของแอดเอง แค่เปิดพัดลมจะช่วยทำให้อุณหภูมิลดลงได้ถึง 3 องศา ภายในเวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้นเองนะ (ผลลัพธ์อาจจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยต่างๆ )
  4. เปิดใช้แอร์เท่าที่จำเป็น ก็เพียงพอแล้ว
    บางคนเปิดแอร์ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นนอนยันนอนอีกรอบนึง ก็คือยังไม่ได้ปิดแอร์เลย แบบนี้ทำให้เครื่องทำงานหนักมากเกินไป และเป็นสาเหตุทำให้เครื่องเสียได้ง่าย แถมยังเปลืองค่าไฟฟ้าอีกต่างหาก ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานให้เป็นเวลาแทนดีกว่ามั้ย เช่น ในช่วงเช้าอากาศยังไม่ร้อนมากก็เปิดพัดลมไปก่อน เปิดหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเท ก็สามารถทดแทนการเปิดแอร์ได้ในระดับนึง ค่อยมาเปิดตอนบ่ายช่วงที่มีอากาศร้อนจัดแทน ประมาณสัก 5 โมงเย็นก็ปิดได้แล้วนะ เพราะบางทีทำงานเพลินๆ ถึง 6 โมงเย็น ลืมปิดแอร์เฉยเลย
    หรือถ้าเป็นไปได้ก็เปิดแอร์แค่ช่วงค่ำๆ หรือระหว่างนอนหลับก็จะดีมากเลย เพราะยิ่งเปิดน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งประหยัดไฟจ้า รู้แหละว่าทำยาก ก็ลองดูเอาเท่าที่ไหวจ้า และถ้าเผื่อใครกลัวว่าจะเปิดเลยจำนวนที่ตัวเองตั้งใจไว้เดี๋ยวนี้ตัวรีโมทก็ตั้งเวลาปิด-เปิดได้ ลองตั้งไว้แล้วสิ้นเดือนมาดูกันว่าจะช่วยลดค่าไฟได้มากน้อยแค่ไหน
  5. ทำความสะอาดแอร์ให้สะอาดในช่วงหน้าร้อน
    เมื่อใช้งานแอร์ไปนานๆ ก็จะทำให้มีฝุ่นละอองไปเกาะบริเวณเครื่องคอมเพรสเซอร์ และตัวเครื่อง ทำให้แรงลมที่ออกมาลดลง แต่ตัวเครื่องก็ยังใช้ไฟเท่าเดิมอยู่ ยิ่งทำให้เครื่องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อทำความเย็นให้ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งเอาไว้ ลองล้างแอร์แล้วจะพบว่าเหมือนได้แอร์ติดตั้งใหม่ เพราะลมแรงได้ใจมากจริงๆ อากาศจะร้อนแค่ไหนก็ไม่มีหวั่นแล้ว 
    โดยปกติแล้วเราก็ควรทำความสะอาดล้างแอร์เป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้น แถมยังเป็นตัวช่วยให้เครื่องทำงานใช้ไฟน้อยลงได้อีกด้วยจ้า ช่วงนี้ก็มีหลายเจ้าลดค่าล้างแอร์ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้อยู่ด้วย ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้แอร์กลับมาเหมือนใหม่อีกครั้งแล้ว
  6. แอร์บางรุ่นมีโหมด Auto Clean ให้ทำงานเป็นประจำ
    ถ้าหากแอร์ที่บ้านใครมีโหมด Auto Clean ก็สามารถกดปุ่มนี้ เพื่อให้เครื่องทำความสะอาดตัวเองได้ โดยเครื่องจะทำงานคล้ายกับเปิดแอร์ปกติ มีลมปล่อยออกมา แต่นี่แหละเป็นการทำความสะอาดภายในเครื่องอยู่ สามารถเปิดโหมดนี้หลังจากใช้งานเสร็จแล้วก็ได้ อาจจะทุก 1-2 สัปดาห์ แต่ถึงจะเปิดโหมด Auto Clean บ่อยๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรแน่นอนจ้า ตัวเครื่องจะได้สะอาดกว่าเดิม และทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา ปันโปร

ไอเดียร์การออกแบบห้องครัว

ห้องครัวที่สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย จะต้องออกแบบให้ถูกต้องตามสรีรศาสตร์ หรือ Ergonomic ซึ่งหมายถึง การศึกษาสภาพแวดล้อมโดยรอบเพื่อความเหมาะสมกับการทำงานหรือการใช้งาน หากต้องออกแบบห้องสักห้องหนึ่ง อย่างห้องครัว ที่ทุกคนในบ้านต่างต้องใช้งานร่วมกัน เพื่อให้ได้ระยะต่างๆ อย่างเหมาะสม Ergonomic ถือเป็นจุดเริ่มต้นการออกแบบที่สำคัญในการออกแบบส่วนต่างๆ ให้สัมพันธ์กับการใช้งาน ทั้งระยะการหยิบจับสิ่งของได้สะดวก และปลอดภัยต่อผู้ใช้งานเอง

โซนการทำครัว
ก่อนอื่นจะต้องรู้ก่อนว่า ภายในครัวมีการแบ่งพื้นที่สำหรับใช้งานอย่างไร โดยพื้นที่การทำครัวหลักๆ จะมี 3 ส่วน ดังนี้

พื้นที่ A สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง ในส่วนนี้จะมีตู้เย็น ตู้ และชั้นวางของ การออกแบบที่ดีควรแยกชนิดวัตถุดิบต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้หาของต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

พื้นที่ B สำหรับล้างและทำความสะอาด ประกอด้วยซิงค์ล้างจาน และที่พักจาน โซนนี้ควรวางใกล้ตู้เย็น เพราะจะใช้พื้นที่ร่วมกับการเตรียมวัตถุดิบ เช่น สามารถนำผัก ผลไม้ มาล้างได้อย่างสะดวก เป็นต้น

พื้นที่ C สำหรับเตรียมของและปรุงอาหาร เป็นส่วนของท็อปครัวโล่งๆ พื้นที่เตาประกอบอาหาร เครื่องดูดควัน รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่ต้องนำอาหารสดมาผ่านกรรมวิธีการปรุงในแบบต่างๆ อย่างเครื่องปั่น หรือไมโครเวฟ เพื่อความปลอดภัยจากการถือของร้อนเดินไปมาระหว่างการปรุงและการจำกัดความสกปรกเลอะเทอะไม่ให้ขยายวงกว้าง จึงควรวางเครื่องใช้ไฟฟ้าใกล้กัน ในระยะที่เดินได้ไม่เกิน 1-2 เมตร และไม่ควรมีสิ่งกีดขวาง

ผังครัว ขั้นแรกการออกแบบ จากการใช้พื้นที่ทั้ง 3 โซน A, B และ C
ห้องครัวแบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆ ได้ตามการคำนวณขนาดของพื้นที่ ว่าครัวของเราควรเป็นครัวรูปทรงใด มาเริ่มกันที่พื้นที่เล็กไปหาใหญ่กันเลยว่า จะออกแบบครัวเป็นรูปทรงใดได้บ้าง

1. พื้นที่ 3-5 ตร.ม. ควรจัดวางครัวเป็นรูปตัว i (i-Shaped Kitchen) เป็นครัวที่มีเคาน์เตอร์ครัวติดผนังด้านใดด้านหนึ่ง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า One wall Kitchen เหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดมิเนียมหรือทาวน์เฮ้าส์ ครัวลักษณะนี้มักจะมีพื้นที่ทั้ง 3 โซน อยู่ในแถวเดียวกัน

2. พื้นที่ 6 ตร.ม. ขึ้นไป ควรจัดวางครัวเป็นรูปตัว L (L-Shaped Kitchen) โดยการดีไซน์แบบนี้จะสามารถนำโต๊ะทานข้าวเล็กๆ มาวางตรงอีกมุมตรงข้ามเคาน์เตอร์ได้ หากมีพื้นที่เหลือพอ

3. พื้นที่ 9 ตร.ม. ขึ้นไป ควรจัดวางครัวเป็นรูปตัว U (U-Shaped Kitchen) หรือจะจัดเป็นครัวแบบเส้นขนาน (Gallery Kitchen) ก็ได้ ซึ่งทั้งสองรูปแบบจะต่างกันแค่มีการเชื่อมเคาน์เตอร์ครัวกันหรือไม่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่หรือผนังด้านที่เชื่อมกันเป็นช่องแสงขนาดใหญ่แค่ไหน ถ้าช่องแสงความยาวจากพื้นถึงฝ้าเต็มผนัง ก็ไม่ควรมีเคาน์เตอร์มาบังหน้าต่าง เพื่อให้แสงเข้ามาในครัวมากที่สุด

4. พื้นที่ 12 ตร.ม. ขึ้นไป สามารถจัดครัวแบบเกาะกลาง (Island Kitchen) ที่มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่เพื่อความเหมาะสมกับพื้นที่ได้ ซึ่งเข้าคู่ได้กับครัวทุกรูปแบบ ทั้งครัวรูปตัว I ตัว U หรือตัว L แต่ครัวแบบนี้จะใช้กับบ้านที่มีแปลนแบบ Open Space ข้อดีคือสมาชิกในบ้านช่วยกันเตรียมอาหารได้ทุกด้าน แต่จะต้องมีพื้นที่โดยรอบมากพอ หรือกว้างอย่างน้อย 60 ซม.
หลายคนอาจคิดว่า เกาะกลางนี้จะต้องเป็นแบบถาวร แต่ในความเป็นจริงเกาะกลางนี้สามารถใส่ล้อแล้วเคลื่อนย้ายได้  ส่วนรูปแบบของเกาะกลางนั้นขึ้นอยู่กับว่าจะใช้งานเกาะกลางนั้นอย่างไร บางบ้านไม่มีความจำเป็นมากก็อาจจะทำเป็นเพียงเคาน์เตอร์เท่านั้น แต่บางทีอาจใช้เป็นอ่างล้างจาน เตาปรุงอาหาร ที่วางของ หรือโต๊ะรับประทานอาหารก็ได้

ระยะต่างๆของเคานเตอร์สำหรับการใช้งาน
เมื่อได้รูปแบบครัวที่เหมาะสมกับพื้นที่แล้ว ก็มาถึงระยะความสูงและความกว้างของเคาน์เตอร์ครัว นอกจากจะต้องเช็คระบบท่อต่างๆ ตามผนังให้สัมพันธ์กันดีแล้ว การบิวท์อินครัวก็ต้องอยู่ในระยะที่ได้มาตรฐานด้วย ได้แก่ เคาน์เตอร์ครัวสำหรับพื้นที่ที่ใช้งานได้ดีควรลึก 60 ซม. และสูงจากพื้นถึงท็อป 90-105 ซม. ส่วนบิวท์อินตู้ลอย จากชั้นล่างสุดสูงขึ้นมาจากท็อปครัว ประมาณ 40-70 ซม. ลึก 20-40 ซม. เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุจากการที่ศีรษะของผู้ใช้งานไปชนหรือกระแทก ถ้าภาพรวมตู้ลอยสูงกว่า 2.10 เมตร ต้องใช้บันไดเล็กในการหยิบของที่ชั้นสูงสุด

ส่วนเครื่องดูดควันควรห่างจากเตาไฟ 50-70 ซม. รวมทั้งเกาะกลางที่ควรสูงจากพื้นให้เท่ากับท็อปเคาน์เตอร์โดยรอบ และไม่ควรกว้างเกิน 1 ม. เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานเอื้อมมือไปอีกฝั่งได้ยาก ส่วนความยาวจะขึ้นอยู่กับพื้นที่รอบๆ โดยจะต้องเดินได้รอบ ความกว้างไม่น้อยกว่า 60 ซม.

ข้อควรคำนึงถึง
ตามหลักแล้ว ตู้เย็นและที่เก็บอาหารแห้งควรที่จะอยู่ใกล้กับจุดทางเข้าห้องครัวที่สุด เว้นพื้นที่เคาน์เตอร์ด้านขวา ประมาณ 40-60 ซม. ช่วยให้มีพื้นที่ว่างสำหรับวางสิ่งของที่คุณหยิบออกมาจากตู้เย็นหรือตู้เก็บอาหารต่างๆ ได้ บริเวณนี้ยังควรมีชั้นลอยเล็กๆ สำหรับวางทั้งเครื่องปรุงต่างๆ ในการเตรียมอาหาร กระดาษทิชชู ลิ้นชักเก็บถุงพลาสติก กระดาษฟอยด์ หรือทัพเพอร์แวร์ ในขณะที่ตู้ลอยวางของด้านบนก็อาจวางชามใหญ่ๆ อย่างชามตีแป้ง ชามสลัด หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับเตรียมอาหาร รวมถึงถังขยะที่ควรอยู่ในพื้นที่นี้เช่นกัน แต่หากว่าห้องครัวคุณมีพื้นที่มาก พื้นที่เตรียมอาหารก็ยิ่งมีได้มากขึ้น ช่วยให้การเตรียมอาหารสะดวกสบายขึ้น

อีกหนึ่งระยะที่ควรคำนึงถึงนั้นคือ ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ จะมีจุดระยะที่สะดวกต่อสรีระการใช้งานกับเราเช่นกัน อย่างเตาอบที่จะต้องสูงในระดับเดียวกับเคาน์เตอร์ครัวสำหรับเตรียมอาหาร เพราะเมื่อเราเตรียมอาหารเสร็จ ก็เปิดใช้งานได้ทันที ถ้าติดตั้งต่ำกว่าหรือสูงกว่าอาจจะใช้งานไม่สะดวก เพราะต้องก้มตัวลงต่ำหรือเขย่งตัวใช้งาน ความสูงที่แนะนำ คือ จากพื้นถึงฐานเตาอบควรอยู่ที่ 45-70 ซม. ส่วนไมโครเวฟนั้นก็เช่นกัน ควรวางให้อยู่ในระดับสายตา สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ก็สามารถเก็บตามตู้ให้เป็นระเบียบได้

ที่มา : hafelethailand

การจัดสวนในแบบญี่ปุ่น

ปัจจุบัน นอกจากชาวญี่ปุ่นจำนวนมากแล้ว ชาวต่างประเทศทั่วทุกมุมโลกที่นิยมในเสน่ห์อันลึกซึ้งของตะวันออก ต่างนิยมที่จะจัดสวนญี่ปุ่นในอาคารบ้านเรือน โดยประยุกต์เป็นสวนแบบโมเดิร์น คือ ไม่ยึดถือหลักเกณฑ์เคร่งครัดแบบสวนญี่ปุ่นโบราณ ด้วยความสะดวกและยืดหยุ่นไปตามสภาพหรือสถานที่ แต่อย่างไรก็ตาม มีหลักการใหญ่ๆ ที่ยังคงใช้กันอยู่ พอสรุปได้ดังนี้

สวนญี่ปุ่น จะวาง ตำแหน่งจุดเด่นของสวน(Highlight) ไว้ในที่ซึ่งคนในบ้านสามารถมองเห็นได้ ตามคติการจัดสวนแต่โบราณ คือเอาคนในบ้านเป็นหลัก จัดสวนเพื่อดูเอง ดังนั้นมุมมองของสวนญี่ปุ่นจึงเป็นการมองจากภายในสู่ภายนอก ผิดกับสวนของชาวตะวันตกซึ่งมีลักษณะตรงกันข้าม คือ จะปลูกต้นไม้ชิดอาคารเพื่อให้อาคารดูดี ดูเด่น และดูสวย โดยไม่คำนึงถึงมุมมองจากในบ้าน แต่คำนึงถึงมุมมองของผู้คนที่อยู่นอกอาคารจะได้ชื่นชมและทำให้เจ้าของบ้านภาคภูมิใจ คือจัดโชว์ชาวบ้าน หลักการทั้งสองนี้แตกต่างกันแบบตรงกันข้าม ฉะนั้นการจัดก็ย่อมต่างกันอย่างมาก

สวนญี่ปุ่น คำนึงถึงความงามของเนื้อแท้ของวัสดุตามธรรมชาติ ยกให้ธรรมชาติเป็นใหญ่ ดังนั้นการใช้หิน อิฐ หรือวัสดุต่างๆ จึงเป็นไปอย่างธรรมชาติ ไม่มีการเคลือบ ฉาบ หรือประดิษฐ์ ไม่มีการใช้รูปปั้น รูปหล่อ ที่เหมือนของจริง (realistic) มาประดับสวน ไม่ใช้พรรณไม้ประเภทใบใหญ่มาก เช่น ปาล์มพัด หรือตาลมาประดับสวน แต่ในสวนแบบ Modern Japanese Garden อาจใช้ปาล์มพันธุ์เล็ก เช่น ปาล์มไผ่ ปาล์มสิบสองปันนา และ จั๋ง ได้บ้าง เห็นหลักเกณฑ์ต่างๆแล้ว ถึงแม้จะมากพอสมควร แต่การจัดสวนสไตล์ญี่ปุ่นนั้นก็ไม่ยากเกินไป เพราะเมื่อเราได้ศึกษาและเข้าใจหลักการจัดแล้ว เราก็ใช้สมองของเรา บวกกับใจ ใส่ความประณีต ละเอียดอ่อน และความอดทน เข้าไป ให้เวลาอีกนิดหน่อยเป็นตัวช่วยให้เกิดความงาม การสร้างสรรค์งานด้วยองค์ประกอบของศิลปะ และพันธุ์ไม้ที่จะประยุกต์ใช้ ผสมผสานกันไปจนทุกอย่างลงตัว

องค์ประกอบของสวนญี่ปุ่น
องค์ประกอบของสวนญี่ปุ่น มีหลายองค์ประกอบมากมาย แต่เราไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ทั้งหมด หรือทำตามแบบอย่างของเขา 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แค่ดัดแปลงมาใช้ โดยนำลักษณะเด่นของเขาออกมา ก็คงเพียงพอ องค์ประกอบต่างๆประกอบด้วย

พันธ์ไม้และต้นไม้
พันธ์ไม้ที่นิยมปลูกประดับในสวนน้ำชา หรือสวนภูเขา ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น
ไม้ยืนต้น : ชนิดที่มีกิ่งก้านและใบหนาทึบ เช่น พีช เมเปิล โอ๊ค จะหายากสักหน่อย ส่วนชนิดที่มีกิ่งก้านและใบโปร่ง เช่น สนญี่ปุ่น หลิว ไผ่ อย่างนี้บ้านเราก็ต้องเลือกเอาที่มีขายในท้องตลาดเช่น ไผ่ หลิว
ไม้พุ่ม : นิยมตัดแต่งเป็นพุ่มกลม หรือรูปไข่เพื่อให้กลมกลืนกับก้อนหิน เช่น อาซาเลีย ชาดัด หรือพวกข่อย ก็น่าจะมาประยุกต์ใช้ได้
ไม้ดัด : ประเภทบอนไชหรือไม้แคระซึ่งดัดหรือตัดแต่งให้มีลีลาเหมือนไม้ต้นใหญ่แต่ย่อส่วนให้เล็กลง พวกไทร ไกร ชาดัด ของเราจะหาได้ง่าย
ไม้น้ำ : มีทั้งปลูกกลางสระน้ำ และบริเวณ ริมตลิ่ง เช่น บัง กก ไอริส
พืชคลุ่มดิน : คือพื้นที่ที่มีความสูงไม่เกิน 1 ฟุต ปลูกไว้บริเวณใกล้ก้อนหินหรือตอไม้ เพื่อให้เหมือน หรือใกล้เคียงกับการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเพื่อเชื่อมต่อกับสวนหย่อมที่อยู่ข้างเคียง เช่น เฟิร์น ไม้ซุ้มต่างๆ ก็หาได้ไม่ยาก จะมีไม้ดัดแคระหรือบอนไซ ปลูกไว้ ให้กิ่งก้านและใบบังตะเกียงหินไว้บ้างบางส่วน ก็ได้

การใช้น้ำเป็นส่วนประกอบในสวนญี่ปุ่น
น้ำ เป็นต้นกำเนิดของชีวิต เป็นสิ่งที่ชโลมใจให้เยือกเย็นและมีความสุข กระแสน้ำมีอำนาจที่จะไหลพังทลายสิ่งที่กีดขวางได้ กระแสน้ำไหลทำให้เกิดเสียง เกิดความรู้สึกมีชีวิตชีวา สวนญี่ปุ่นจึงนิยมใช้น้ำเป็นสิ่งประกอบที่สำคัญ การใช้น้ำในสวนญี่ปุ่นก็เพื่อสมมุติว่าเป็น ลำธาร สระน้ำ ทะเล มหาสมุทร ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ การจัดน้ำไว้ภายในบริเวณสวนอย่างน้อยที่สุดก็มีน้ำในอ่างน้ำ ที่วางไว้ในสวนแบบสวนที่ราบแบบเขียวชอุ่ม


น้ำตก : เป็นจุดเด่นสำคัญของสวนภูเขา น้ำตก เป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งในการจัดสวนญี่ปุ่น การปลูกต้นไม้บริเวณน้ำตก ไม่ควรปลูกให้หนาทึบมากเกินไป ควรให้มีแสงสว่างลอดลงไปได้บ้าง เพื่อให้เห็นความงามของก้อนหิน และเห็นแสงเมื่อสะท้อนกับน้ำตกในบางจุด
ลำธาร : เป็นการจำลองลักษณะของทางน้ำตื้นๆ ที่ไหลผ่านหุบเขาคดเคี้ยวไปมา ลงสู่พื้นที่ ที่มีระดับต่ำกว่า เหมือนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ริมตลิ่งและในลำธารจะมีก้อนหินขนาดใหญ่และเล็กฝังไว้เป็นระยะๆ อย่างกลมกลืน เมื่อน้ำไหลผ่านก็จะปะทะกับก้อนหิน ทำให้เกิดละอองน้ำกระเซ็นเป็นฝอย และอาจมีเสียงดังซู่ซ่าสร้างบรรยากาศให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น
สระน้ำ : ลักษณะรูปร่างเป็นแบบธรรมชาติ จะไม่นิยมรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม หรือเรขาคณิต เพื่อแสดงให้เห็นว่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์เลย ขอบสระหรือริมตลิ่งจะฝังก้อนหินใหญ่น้อยไว้เป็นระยะๆ เพื่อป้องกันตลิ่งพังและเป็นการประดับด้วย การฝังก้อนหินริมตลิ่งนับว่าเป็นศิลปะอีกอย่างหนึ่ง สระน้ำไม่ควรลึกนัก ถ้าขุดลึกเกินไปนอกจากจะทำให้ตลิ่งพังได้แล้ว ยังทำให้ไม่สามารถมองเห็น ก้อนหินก้อนกรวด ที่ก้นสระ น้ำในสระควรใสสะอาด ไม่มีกลิ่นและไม่กระด้าง การไหลของน้ำ ลงสู่สระน้ำอาจไหลตามลำธารซึ่งมีแหล่งน้ำตกเหมือนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่ไหลจากท่อน้ำหรือก๊อกน้ำ การวางท่อส่งน้ำและท่อน้ำล้นควรซ่อนปลายท่อน้ำไว้ใต้ซอกหิน
น้ำพุ : น้ำพุในสวนญี่ปุ่นเป็นน้ำพุที่ไหลรินๆ เหมือนบ่อน้ำร้อน พุ่งขึ้นเหนือผิวดินเหมือนท่อน้ำรั่ว บางแห่งไหลออกจากซอกหิน โดยซ่อนท่อน้ำไว้ใต้ก้อนหิน ไม่นิยมน้ำพุที่พุ่งขึ้นสูงๆ อย่างสวนแบบประดิษฐ์ โดยทั่วไปมักจะจัดน้ำพุไว้ที่บริเวณใกล้เชิงเขาหรือใกล้ทางเดิน
บ่อน้ำ : ในการจัดสวนญี่ปุ่นอาจจัดให้มีบ่อน้ำอยู่ในบริเวณสวนด้วย รูปร่างของบ่อน้ำจะเป็นรูปเหลี่ยมหรือรูปกลมก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบตาม ธรรมชาติเหมือนสระน้ำ โดยมีมือหมุนเพื่อกว้านถังน้ำขึ้นมาจากบ่อ แต่ในปัจจุบันมีไว้เพื่อประดับสวน มากกว่าการใช้ประโยชน์ เป็นบ่อหลอกๆ

ส่วนประกอบอื่นๆ

ตะเกียงหิน : สำหรับใช้ประดับในตอนกลางวันและให้มีแสงสว่างในตอนกลางคืน
อ่างน้ำ : สำหรับใช้เพื่อล้างมือล้างหน้าหรือบ้วนปากก่อนเข้าพิธี (มีกระบวยไม้ไผ่ด้ามยาวสำหรับตักน้ำวางพาดไว้ที่ปากอ่าง)
หินก้อนใหญ่ : สำหรับใช้จับยึด หรือสิ่งของระหว่างล้างมือ ล้างหน้า หรือบ้วนปากและสมมุติว่าเป็น “เกาะ”
แผ่นทางเดิน : วางคดเคี้ยวไปมา ให้ห่างกันพอดีกับระยะก้าวเพื่อใช้เป็นแนวทางเดิน นำไปสู่อ่างน้ำ เรือนน้ำชา และชมความงามของสวน
รั้วไม้โปร่ง : เป็นรั้วไม้ไผ่หรือกิ่งไม้ประกอบอย่างง่ายๆ ใช้เป็นฉากหลังเพื่อประดับหรือแบ่งขอบเขตของสวน
หิน : หินสำหรับประดับภายในสวน จะคัดเลือกรูปทรงและสีเป็นพิเศษ ไม่นิยมหินที่มีรอยสกัด ที่ผิดไปจากธรรมชาติ ชนิดของหินได้แก่ หินทราย หินแกรนิต หินชนวน หินคลอไรด์ ฯลฯ นอกจากหินก็มีก้อนกรวดขนาดต่าง ๆกัน ใส่ไว้ในบริเวณ น้ำตก ลำธาร และสระน้ำ นิยมใช้ก้อนหินที่มีสีเข้ม เช่น สีเทา หรือสีดำ ทำให้รู้สึกว่ามืดๆ ทึมๆ เข้ากับสีเขียวของพุ่มไม้เป็นอย่างดี ถ้าไม่จำเป็นพยายามอย่าใช้ก้อนหินที่มีสีขาว เพราะจะขาวโพลงสว่างมากเกินไป ก้อนหินใหญ่ต้องไม่มีร่องรอยตบแต่ง อาจมีรูปร่างแหว่งเว้าหรือเป็นรูไปบ้าง แต่ควรเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมิใช่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ การวางก้อนหินในสวนไม่นิยมวางเป็นก้อนโดดๆ อย่างน้อยจะต้องมีก้อนหินก้อนอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กกว่าวางไว้ข้างๆ เป็นส่วนประกอบ หรือเป็นแนวสามเหลี่ยม เป็นกลุ่มๆ ระยะห่างระหว่างก้อนขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนหิน ถ้าก้อนหินใหญ่มากก็อาจวางห่างกันหน่อย ก้อนหินที่จัดวางไว้ในกลุ่มเดียวกันทุกก้อนควรมีลักษณะผิวและสีเหมือนกัน แต่ละก้อนควรมีขนาดแตกต่างกัน เข่นใหญ่บ้าง สูงบ้าง เตี้ยบ้าง โดยทั่วไปในกลุ่มหนึ่งๆ จะมีก้อนหินเป็นเลขคี่ เช่น 3 , 5 , 7 ฯลฯ โดยจัดเป็นรูปสามเหลี่ยมดังกล่าวแล้วในตอนต้น แต่ก็มีบางครั้งที่วางก้อนหินเพียง 2 ก้อน แล้วปลูกต้นไม้อีก 1 ต้น ก็จะทำให้มองดูแล้วเกิดเป็นรูปสามเหลี่ยมได้เหมือนกัน ไม่ได้เป็นกฎตายตัว แต่ขอให้เกิดสมดุลได้ในภาพรวม

องค์ประกอบของสวนญี่ปุ่นทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็น สระน้ำ ไม้ประดับ กรวดหินทราย น้ำตก ต้นไม้ สะพาน มักจะสร้างอย่างมีความหมาย หรือเป็นสัญลักษณ์ ทั้งสิ้น แต่การจำลองธรรมชาติมานั้นไม่ได้หมายความว่า สวนญี่ปุ่นจะเป็นสวนจำลอง หรือย่อส่วน แต่การใช้องค์ประกอบเล็กๆที่เลียนแบบธรรมชาตินั้น เป็นการใช้องค์ประกอบต่างๆตามขนาดของสวนให้เหมาะสม ได้สมดุลในทางองค์ประกอบและสมดุลของธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

ที่มา : decorreport

วิธีป้องกันงูเข้าบ้าน

เพื่อป้องกันลูกน้อยจากสัตว์ร้ายช่วงหน้าฝน นอกจากจะไม่ควรพาลูกไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงแล้ว การคอยดูแลปกป้อง และหาวิธีป้องกันสัตว์เลื้อคลาน หรือสัตว์มีพิษอย่างงูที่อาจเข้าบ้าน ก็เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรตระหนัก ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องรู้ วิธีป้องกันงูไม่ให้เข้าบ้าน ซึ่งก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยแก้จากเหตุจูงใจให้งูอยากเข้าบ้าน ดังนี้



1. ทำความสะอาดบ้าน อย่าปล่อยให้บ้านสกปรก เพราะบ้านที่ขาดการจัดให้เป็นระบียบ หรือบ้านที่จัดพื้นที่สวนแต่ปล่อยให้รก ก็อาจจะมีงูทุกชนิดที่เป็นสัตว์นักล่า มากินเหยื่อที่เป็นสัตว์ด้วยกันซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรทำให้บ้านให้เป็นแหล่งรวมอาหารของงู เช่น กำจัดหนูโดยการดักหรือเบื่อ และจัดบ้านให้สะอาด เป็นระบียบเรียบร้อยไม่รกรุงรัง ควรหมั่นตัดหญ้าและดูแลสวนอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงทิ้งขยะให้เป็นที่และมิดชิด เพื่อไม่ให้หนูกิน เมื่อประชากรหนูลดลง งูก็จะลดลงตามไปด้วย

2. เลี้ยงสัตว์ที่เป็นศัตรูกับงู เพื่อ ป้องกันงูเข้าบ้าน สำหรับบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงซึ่งอาจมีงูเงี้ยวเคี้ยวขอเลื้อยเข้ามาในบ้านได้ จำเป็นที่จะต้องเลี้ยงสัตว์ เช่น สุนัข เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาให้เราได้ เมื่อมีสิ่งแปลกๆ เข้ามาในบ้าน ในบางครั้งแค่สุนัขเริ่มเห่า งูก็ตกใจกลัว เลื้อยหนีไปแล้ว หรือเลี้ยงห่าน เพราะจากข้อมูลเว็บบอร์ดหลายๆแห่ง คนที่เลี้ยงห่านจำนวนมากยืนยันว่า ตั้งแต่เลี้ยงห่านก็ไม่ได้เห็นงูในบ้านอีกเลย จะมีเห็นก็แค่ตอนที่ห่านกินงู นอกจากนี้มีหลายคนเชื่อว่างูไม่ถูกกับกลิ่นขี้ห่าน บ้างก็ว่าเสียงร้องของห่าน

3. ลดแหล่งที่อยู่ของงู เพื่อ ป้องกันงูเข้าบ้าน คุณพ่อคุณแม่ควรจัดสภาพแวดล้อมรอบบ้านให้ยากและไม่เหมาะสมแก่งูที่จะเข้ามาอาศัยอยู่หรือทำรังวางไข่ อย่าทิ้งพื้นที่ให้รกซึ่งจะเป็นแหล่งให้งู สามารถหลบซ่อนได้ เช่น ทุกเส้นทางที่จะเข้าไปในตัวบ้าน (โดยเฉพาะโพรงใต้บ้าน) ให้กลบหลุมหรือโพรงที่มีตามสนามหรือขอบรั้ว กำแพง, วางแผ่นกันงู เอาไว้กันในแนวดิ่ง เช่นเสา กำแพง วัสดุมีความลื่นสูงจนงูไม่สามารถเลื้อยขึ้นไปได้ หรือใช้ผงกำมะถัน/น้ำมันก๊าซ/น้ำมันเครื่องโรยบริเวณรอบรั้วบ้าน ประตูทางเข้า ท่อระบายน้ำ สารเคมีพวกนี้จะส่งกลิ่นฉุนรบกวนงู ช่วยสกัดกั้นไม่ให้งูเลื้อยเข้ามาในบริเวณนั้นได้อีก

4. ปลูกต้นไม้ไล่งู มีต้นไม้หลายชนิดที่จะช่วยป้องกันงูเข้าบ้านได้ ซึ่งพืชที่นิยมปลูกเพื่อ ป้องกันงูเข้าบ้าน ได้แก่ ว่านพญานาคราช ลิ้นมังกร จิงจูฉ่าย เสลดพังพอน กุยช่ายประดับ ฟ้าทะลายโจร ซึ่งต้นไม้เหล่านี้ คนโบราณเชื่อว่าจะช่วยป้องกันงูเข้าบ้านได้ อีกทั้งบางต้นยังมีสรรพคุณทางยาในการแก้พิษที่เกิดจากสัตว์มีพิษอีกด้วย หรือการจัดแต่งบริเวณรอบบ้านด้วยกรวด หินก้อนเล็ก ๆ มาโรยไว้รอบตัวบ้าน ก็จะทำให้งูเกิดอุปสรรคในการเลื้อย เพราะเมื่อเจอกับก้อนกรวดจนทำให้เลื้อยลำบาก งูก็จะเปลี่ยนใจไปที่อื่นในที่สุด

5. เปิดไฟให้สว่างและสำรวจพื้นที่ในบ้านก่อน เมื่อเข้าบ้านหรือเข้าห้องนอน ควรเปิดไฟให้สว่าง เปิดผ้าห่มขึ้น พร้อมจัดหมอนจัดที่นอนให้ดีก่อน เพื่อสำรวจดุว่ามีสัตวือะไรเข้ามาซุกอยู่บนที่นอนหรือไม่ หรือหากเข้าห้องน้ำก็ควรควรเปิดไฟแล้วราดน้ำหรือกดชักโครกก่อนทำธุระในห้องน้ำทุกครั้ง และตรวจดูว่ามีสิ่งผิดปกติอยู่บริเวณโถส้วมหรือไม่

ซึ่งหากพบว่ามีสัตว์ร้ายอยู่ในบ้าน เช่น งู ตัวเงินตัวทอง ห้ามจัดการจับด้วยตัวเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายกับตัวเราได้ เพราะถ้าเจองูบางชนิดที่มีพิษรุนแรงอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ดังนั้นจึงควรรีบหาคนมาช่วย หรือโทรแจ้งกู้ภัยทันที องค์การสวนสัตว์ โทร. 02 282 7111 ต่อ 3 หรือ หน่วยกู้ภัยเบอร์ 199

ที่มา : amarinbabyandkids

วิธีซ่อมหลังคารั่วด้วยตัวเอง

ช่วงหน้าฝนแล้ว หลายบ้านคงประสบกับปัญหาเรื่องของ หลังคารั่ว หลังคาบ้านมีน้ำซึมกันใช่ไหมล่ะ วันนี้มีวิธีแก้ปัญหาเรื่อง หลังคาบ้านรั่ว มาฝาก

ก่อนอื่น เราต้องดูให้แน่ใจก่อนนะคะว่าหลังคาเรารั่ว หรือมีรอยแตกร้าว โดยปีนขึ้นไปดูค่ะ บ้านเราจะมีโครงสร้างหลังคาก่อนจะถึงแผ่นหลังคา  เพื่อดูตามรอยน้ำที่หยดค่ะ ถ้าเรารู้แล้วว่ารอยรั่วอยู่ไหน หรือรอยแตกร้าวอยู่ตรงไหน จากนั้นจึงลงมือแก้ปัญหากัน

1. หลังคารั่วเพราะตัวครอบสันหลังคาไม่ดี : การรั่วที่เกิดจากครอบสัน ส่วนใหญ่ปูนที่อยู่ใต้ตัวครอบสันหลังคามันเกิดแตกร้าว ซึ่งอาจจะเกิดจากการถูกฝนพอนานๆ ปูนก็อาจจะเสื่อมได้พอฝนตกลงมาหนักๆ น้ำก็จะรั่วผ่านช่องว่างที่แตกนี้เข้ามาได้

วิธีแก้ไข : หาซื้อปูนมาอุดรอยแตกระหว่างตัวครอบหลังคา ไม่ให้มีช่องว่างเลย ก็จะเป็นอีกวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องหลังคารั่วตรงขอบสัน

2. ถ้าหลังคาแค่รั่วเป็นจุดๆ : ซึ่งเกิดจากผุของตัวแผ่นหลังคา ไม่ว่าจะเป็นหลังคาแบบกระเบื้อง หรือหลังคาเมทัลชีทก็สามารถเกิดรอยผุเป็นสาเหตุของหลังคารั่วได้เช่นกัน

วิธีแก้ไข : เราสามารถใช้กาวตราแมวน้ำอุดได้ค่ะ กาวแมวน้ำหาซื้อได้ตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป มันจะคล้ายๆ ซิลิโคนสามารถอุดขณะฝนตกได้นะ

3.ความลาดชันแผ่นหลังคาน้อยเกินไป : อันนี้ปัญหาใหญ่เลย ต้องพูดว่าเป็นตั้งแต่ตอนแรกที่ปูกระเบื้องหลังคา เป็นเพราะปูไม่ได้องศา น้ำจึงย้อนเข้าตามรอยต่อ

วิธีแก้ปัญหา : การแก้ปัญหาความหลังคาไม่ได้องศา คือ ต้องเปลี่ยนกระเบื้องหลังคา หรือถ้าอยากประหยัดงบก็ต้องรื้อแผ่นหลังคาออกมาเรียงให้ทับซ้อนระหว่างแผ่นใหม่

สาเหตุหลักๆ ส่วนใหญ่ที่หลังคารั่วก็จะมีประมาณนี้ แต่ถ้าทำทุกวิธีแล้วยังไม่หาย หรือไม่อยากเสียเวลาปีนขึ้นไปดูก็สามารถเรียกช่างซ่อมหลังคามาแก้ไขก็ได้เช่นกัน แต่ถ้ากลัวเขาจะวางยาเรา ให้เราอยู่ดูงาน เวลาเขาซ่อม

ที่มา mthai