Showing 1–12 of 53 results

แอร์

ขายดี
14% 
แอร์ DAIKIN # FTKQ09UV2S

เครื่องใช้ไฟฟ้า

แอร์ DAIKIN # FTKQ09UV2S

฿13,690

เครื่องใช้ไฟฟ้า

แอร์ DAIKIN # FTKQ12UV2S

฿18,400

วิธีเลือกประเภทแอร์ให้เหมาะกับบ้านของเรา

แอร์ติดผนัง/แอร์ผนัง (Wall Type) เป็นแอร์ที่หลายๆ คนคุ้นเคย เพราะทุกบ้านจะมีแอร์ประเภทอยู่ ด้วยราคาที่ไม่แพง มีขนาดบีทียูขนาดเล็กให้เลือก และติดตั้งง่าย ติดตั้งแล้วสวย ดูเรียบร้อย ขนาดตัวเครื่องไม่ใหญ่มาก ทำให้นิยมนำไปติดตั้งในบ้าน แอร์ผนังเหมาะกับทุกห้อง ไม่ว่าจะเป็น ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องทำงาน หรือห้องอื่นๆ ก็สามารถใช้แอร์นี้ได้ เพียงเลือกขนาดบีทียูให้เหมาะกับห้อง
แอร์ฝังฝ้าสี่ทิศทาง/แอร์4ทิศทาง (Cassette Type) เป็นแอร์ที่ฝังตัวเครื่องไว้ในฝ้า เพื่อความเรียบหรู สวยงาม แบบไม่มีตัวเครื่องยื่นออกมา มีเพียงหน้ากากแอร์ที่ยื่นออกมาจากฝ้าเล็กน้อย และมีบานสวิงเป่าลมออกมา 4 ทิศ โดยแอร์สี่ทิศทางนี้เหมาะกับห้องพื้นที่กว้าง เพราะจะช่วยกระจายลมทั้งห้องได้ดี ไม่เหมาะกับห้องทางยาว ทางแคบ จะทำให้ลมแอร์ตีกลับ แล้วทำงานได้ไม่เต็มที่
          นอกจากนี้พื้นที่ภายในฝ้าต้องมีระยะประมาณ 40-45 ซ.ม. ขึ้นไป เพื่อให้ช่างติดตั้งตัวแฟนคอยล์แอร์และเดินท่อแอร์ได้ ระยะจากพื้นถึงฝ้าก็ไม่ควรเกิน 6-7 เมตร เพราะเกินกว่านั้นลมจะส่งได้ไม่ดี และบำรุงรักษายาก ซึ่งระบบและการติดตั้งที่ยาก ทำให้แอร์ประเภทนี้มีราคาที่ค่อนข้างสูง และต้องมีเรื่องฝ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงอาจทำให้ยุ่งยากกว่าแอร์ผนัง แต่หากใช้บริการช่างที่มีฝีมือ เชี่ยวชาญงานติดตั้งแอร์สี่ทิศทาง งานก็ไม่ยากอย่างที่คิด
แอร์ฝังฝ้าหนึ่งทิศทาง/แอร์1ทิศทาง (1-Way Cassette Type) ลักษณะคล้ายกับแอร์สี่ทิศทางทุกอย่าง เพียงแต่สามารถเป่าลมได้ 1 ทิศทางเท่านั้น โดยออกแบบมาเพื่อห้องที่เป็นทางยาวแคบ หรือ ห้องที่ใช้แทนแอร์ผนัง โดยให้แอร์ฝังฝ้าแทนเพื่อตัวเครื่องไม่ยื่นออกมา
แอร์เปลือย/แอร์ซ่อนใต้ฝ้า (Ceiling Concealed Type) แอร์เปลือย คือ แอร์ที่ไม่มีโครง ไม่มีกล่องครอบตัวเครื่องเหมือนแอร์อื่นๆ นิยมนำไปซ่อนฝ้า เพื่อให้ดูสวยหรู โดยเราจะเจอแอร์นี้บ่อยในโรงแรมหรูหลายๆ ที่ ซึ่งแอร์นี้หากซ่อนฝ้า ต้องมีพื้นที่ในฝ้าให้แฟนคอยล์แอร์ใส่ได้ นอกจากนี้ ยังต้องมีอุปกรณ์เพิ่ม เช่น กริลเป่าลม กริลช่องลมรีเทิร์น มาใส่แทนหน้ากากแอร์ ซึ่งก็จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าจะต้องจ่ายเพิ่มเอง และในอนาคต หากแอร์เก่าเสียหรือต้องการจะเปลี่ยนใหม่ อาจจะต้องมีการปาดฝ้าเพื่อรื้อแอร์เก่าออก และปิดฝ้าใหม่
          ปัจจุบันมีการตกแต่งสไตล์ลอฟท์ เป็นสไตล์ดิบๆ ไม่ต้องเป๊ะ แต่ดูเท่ ผู้บริโภคหลายๆ คน ก็นำแอร์เปลือยไปติดตั้งโดยไม่ซ่อนฝ้า ติดลอยๆ เพื่อโชว์ตัวเครื่องให้ดูเหมือนไม่เสร็จ ก็เป็นอีกสไตล์ที่เริ่มนิยมทำกัน และยังช่วงประหยัดค่ากริล ค่าฟิลเตอร์ อุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ด้วย
แอร์ตู้ตั้งพื้น (Floor Standing Type) เป็นแอร์ทรงขนาดใหญ่ คล้ายตู้เย็นแต่ทรงแบนกว่า เหมาะกับห้องที่ไม่สามารถเจาะติดผนังได้ เช่น ห้องที่มีกระจกล้อมรอบ และ ห้องที่ไม่สามารถแขวนแอร์จากฝ้าได้ เช่น บ้านฝ้าทรงสามเหลี่ยมสูง

9 เทคนิค ใช้แอร์บ้านอย่างฉลาด ช่วยประหยัดไฟ ประหยัดเงินได้มากกว่าที่คุณคิด !

  1. ตำแหน่งที่ติดตั้งแอร์ไม่เหมาะสม ก่อนจะเริ่มใช้แอร์ต้องเริ่มมาจากการคัดเลือกตำแหน่งที่ต้องติดตั้งตั้งแต่เริ่มด้วย ใช่แค่การเปิดแอร์ใช้แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรติดตั้งในทิศที่ไม่ใช่ทิศตะวันตก เนื่องจากบริเวณนี้จะโดนแสงอาทิตย์ส่องในช่วงบ่ายทำให้ร้อน ควรติดในที่โล่งไม่เป็นมุมอับ ไม่ใกล้ประตูหน้าต่างเพราะความร้อนจะเข้ามาได้ง่าย เหล่านี้ล้วนแล้วจะทำให้แอร์ทำงานหนัก เปลืองไฟได้ทั้งสิ้น
  2. แอร์เครื่องเก่าเกินไป หากจำเป็นที่จะต้องติดแอร์เก่า หรือใช้แอร์ตัวเดิมที่ใช้งานมานานหลายปีแล้ว ก็ไม่ควรลืมว่าแอร์เก่า อายุงานเยอะถึงแม้ภายนอกจะยังดูสวยงามอยู่ก็ตาม ดังนั้น จึงควรคำนึงถึงการกินไฟของแอร์ด้วย เพราะแอร์จะมีอายุการใช้งาน 15 ปี โดยระบบภายในอาจมีการเสื่อมและกินไฟมากก็เป็นได้ ทางที่ดีควรพิจารณาหาแอร์ตัวใหม่มาเปลี่ยนจะดีกว่า เพราะจะคุ้มค่ากว่ามากนั่นเอง
  3. แอร์มีค่า BTU สูงเกินไป หลายคนยังมีความเชื่อว่าถ้าใช้แอร์ที่มีค่า BTU สูงจะทำให้ห้องเย็นสบายในราคาที่ต้องจ่ายค่าไฟไม่สูงมาก ซึ่งในข้อนี้ไม่เป็นความจริงเลยไม่ว่าแอร์จะมีค่า BTU สูงหรือต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของห้อง ดังนั้นก่อนการติดตั้งแอร์ทุกครั้งต้องคำนวณค่า BTU ที่เหมาะสมเสียก่อนซึ่งในแต่ละห้องก็จะใช้ค่า BTU ไม่เท่ากัน กล่าวคือ ห้องนอน 700-750 BTU/ตรม. ห้องครัว ห้องกินอาหารมีการใช้ความร้อน 800-950 BTU/ตรม. ห้องนั่งเล่น 750-850 BTU/ตรม. ห้องทำงาน 800-900 BTU/ตรม. ห้องประชุม 850-1,000 BTU/ตรม. ดังนั้น หากต้องการเลือกติดตั้งแอร์ขนาดใดให้เหมาะกับห้องนั้นๆ ก็ให้นำขนาดของห้องคูณกับจำนวน BTU/ตรม.ดังกล่าว ก็จะได้ขนาดของแอร์ที่เหมาะสม ซึ่งแอร์ที่เหมาะสมช่วยให้ห้องมีความเย็นที่เพียงพอและยังไม่กินไฟอีกด้วย
  4. ตั้งแอร์ไว้ที่อุณหภูมิต่ำ หลายคนยังมีความเข้าใจที่ผิดว่า ห้องที่สบายควรมีความเย็นมากๆ และต้องปรับให้เย็นเร็วๆ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างที่เข้าใจกันเลย เนื่องจากห้องจะเย็นมากๆ เย็นช้าหรือให้ความเย็นเร็วนั้น มีการใช้เวลาในการให้ความเย็นเท่ากันกับการปรับอยู่ที่อุณหภูมิปกติทั้งสิ้น ดังนั้นการทำเช่นนี้นอกจากจะไม่ให้ประโยชน์ในแง่การให้ความเย็นแล้ว ยังทำให้สิ้นเปลืองการใช้ไฟฟ้าอย่างที่หลายคนคิดไม่ถึงอีกด้วย
  5. เปิด-ปิดแอร์บ่อยเกินไป ข้อนี้ก็เช่นกัน โดยมักเกิดจากความเข้าใจผิดคิดว่า หากไม่ใช้แล้วปิด เมื่อต้องการใช้แล้วจึงค่อยเปิดจะช่วยให้ประหยัดไฟ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วการทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้แอร์เกิดการทำงานหนักเพื่อปรับให้ห้องเย็นสม่ำเสมอหลายครั้ง ส่งผลให้ต้องใช้ไฟฟ้ามาก ซึ่งจะเปลืองไฟสูงกว่าการเปิดทิ้งไว้ และปิดน้อยครั้งในแต่ละวันมากกว่า แถมส่งผลให้อายุการใช้งานแอร์สั้นลงยิ่งขึ้นด้วย
  6. เปิดพัดลมช่วย การเปิดพัดลมช่วยขณะที่ห้องยังไม่เย็น จะช่วยให้แอร์ทำงานน้อยลง เพราะเป็นการช่วยทำให้ความเย็นมาสู่คนและห้องได้เร็วขึ้น ช่วยปรับให้อุณหภูมิห้องลงลดได้ 1-2 องศา โดยในข้อนี้ทำง่ายๆ เพียงปรับแอร์ในอุณหภูมิให้ไม่เกิน 27 องศาแอร์ก็จะไม่กินไฟและไม่ทำงานหนักจนเกินไปได้แล้ว
  7. ปรับแอร์ขึ้นเฉพาะกลางคืน (ปรับให้อุณหภูมิสูงขึ้น) กลางคืนเป็นช่วงที่อากาศจะเย็นสบายมากกว่าช่วงกลางวัน ดังนั้นสามารถทำได้ด้วยการปรับอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้น 1-2 องศาได้เลย ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้แอร์ไม่ทำงานหนัก หรือประหยัดค่าไฟได้มากขึ้นนั่นเอง
  8. ปิดห้องให้มิดชิด โดยเฉพาะห้องที่มีประตูหน้าต่างหลายๆ บาน การปิดประตูหน้าต่างทุกบาน จะช่วยไม่ให้อุณหภูมิจากภายในไหลออกไปด้านนอก และอุณหภูมิภายนอกที่ร้อนกว่าไหลเข้ามาภายในห้อง หากละเลยข้อนี้จะทำให้แอร์ทำงานหนักกว่าจะปรับให้ห้องเย็นได้ทั่วถึง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสิ้นเปลืองไฟฟ้ามากอีกเช่นกัน
  9. ควบคุมเวลาในการใช้ ในการตั้งค่าของแอร์ในโหมดของเวลา สามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดได้ ดังนั้นหากเวลาใดที่ห้องเย็นแล้วก็สามารถปิดและเปิดพัดลมช่วยได้เลย เช่น ในเวลาเช้ามืดอากาศมักเย็นกว่าช่วงกลางคืน การตั้งเวลาของแอร์ก็สามารถกำหนดเวลาได้ว่าจะให้ปิดในเวลาตี 3-5 หรือตามเวลาที่สะดวกได้เลย

เปิดพัดลม พร้อมกับแอร์ จะช่วยแอร์ให้เย็นไว และช่วยลดพลังงานไฟฟ้าได้จริงหรือไม่

          ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจการทำงานของแอร์ก่อนว่า แอร์ทำงานอย่างไรจึงทำให้ห้องเย็นได้ ซึ่งการทำงานของแอร์นั้นนอกจากการให้ความเย็นหรือลมเย็นออกมาได้แล้ว ยังสามารถช่วยนำความร้อนและความชื้นออกไปจากห้องได้อีกด้วย เนื่องจากมีตัวคอมเพรสเซอร์เป็นตัวช่วยระบาย โดยมีน้ำยาแอร์เป็นตัวทำให้ความเย็นกลับมาที่ตัวแอร์ จากนั้นก็จะขับความเย็นออกมา เพื่อช่วยปรับอุณหภูมิให้กลับมาเย็นได้อย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งห้องได้นั่นเอง แต่การที่จะเกิดขบวนการตรงนี้ได้นั้น เป็นที่แน่นอนว่า แอร์ก็จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเข้ามาช่วยอย่างมากมาย ยิ่งเปิดแอร์นานมากเท่าใด การใช้ไฟฟ้าก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้ต้องเสียค่าไฟตามมาอย่างมหาศาลเช่นกัน

          การเปิดพัดลมขณะเปิดแอร์ ช่วยลดค่าไฟลงได้จริงหรือ? คำตอบนี้ได้มีการลองปฏิบัติ ซึ่งเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการเปิดพัดลมช่วยในขณะที่เปิดแอร์นั้น สามารถช่วยให้การทำงานของแอร์ลดน้อยลง เกิดความเย็นในห้องได้อย่างเร็วขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้นั่นหมายความว่า ค่าไฟย่อมลดลงได้อย่างแน่นอน เนื่องจากพัดลมก็เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความเย็นเช่นกัน ซึ่งเมื่อเปิดพัดลมให้พัดตรงมาที่ตัวคนแล้ว จะช่วยทำให้เหงื่อจากร่างกาย และเกิดการระเหยออกเป็นไปได้ด้วยดี ทำให้อุณหภูมิของร่างกายสามารถลดลงได้ 1-2 องศา โดยหากจะให้ประหยัดจริงๆ ก็จะต้องปรับให้แอร์มีอุณหภูมิสูงขึ้น อาจจะเป็น 27 องศา แล้วใช้การเปิดพัดลมพัดไปตรงๆ ที่ร่างกายของผู้ใช้งานในห้องนั้นๆ ก็จะช่วยส่งความเย็นจากตัวแอร์มาที่ร่างกายได้เร็วขึ้น และช่วยให้ร่างกายรู้สึกเย็นฉ่ำไม่ร้อนได้ และเมื่อความชื้นและความร้อนถูกแอร์ดูดออกไปแล้ว ก็จะช่วยลดอุณหภูมิของห้องลงได้ถึงประมาณ 2 องศาเลยทีเดียว

          การช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของแอร์ยังคงมีอีกหลายวิธี แต่วิธีนี้ได้รับการยอมรับกันแล้วว่าการใช้พัดลมเปิดเป็นตัวช่วย สามารถลดความร้อน พร้อมส่งความเย็นไปที่ร่างกายพร้อมๆ ไปกับการกระจายความเย็นไปทั่วห้องได้อย่างแน่นอน ช่วยให้แอร์ไม่ทำงานหนักจนเกินไป หากจะให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปก็ควรใช้หลายๆ วิธีทำควบคู่กันไป และถึงแม้จะเปิดแอร์ทั้งวัน แต่หากปฏิบัติเช่นนี้แล้วก็จะไม่ทำให้ค่าไฟสูงขึ้นไปกว่าการใช้แอร์แต่เพียงอย่างเดียวแน่นอน

แวะชมสินค้าของเราได้ที่ www.homehub.co.th